Relux (รีลักส์) แบรนด์รถเข็นโบราณขายสินค้า ที่เป็นมากกว่ารถเข็นขายของทั่วไป  เพราะสามารถตอบโจทย์ธุรกิจได้อย่างมีสไตล์และยังสร้างเสน่ห์จนต้องเรียกลูกค้าให้เข้ามาสัมผัส   

เครดิตรูปจากเว็บไซต์ : kasikornbank.com

      การนำเอารถโบราณมาเป็นต้นแบบในการสร้างคีออสนี้เกิดจากไอเดียของ คุณเอกชัย วีระนพรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท รีลักส์อินโนเวชั่น จำกัด ที่ตัวเองและคุณพ่อเป็นคนที่ชอบรถ และชอบสะสมโมเดลรถ เวลาไปเที่ยวที่ไหนมักจะซื้อเก็บไว้ มีอยู่ประมาณ 1,000 รายการ พอมีโมเดลรถจำนวนมาก จึงเกิดไอเดียนำมาต่อยอดให้เป็นธุรกิจใหม่ เพราะยังไม่มีใครทำรถเข็นเป็นรูปทรงแบบนี้ รวมถึงคนที่อยากได้ก็ยังหาซื้อรถเข็นแบบนี้ไม่ได้ จึงเป็นที่มาของการทำรถเข็นแบรนด์ “รีลักส์” ขึ้น ซึ่งการทำรถเข็นโบราณแบรนด์ รีลักส์นี้ คุณเอกชนบอกว่าออกมาจากแรงบันดาลใจในการสร้างความสุขให้ตัวเองล้วนๆ โดยในตอนแรกที่ทำธุรกิจรถเข็นโบราณนี้ ไม่ได้คาดหวังว่าสิ่งที่ตัวเองคิดจะเป็นการสร้างความสุขให้คนอื่นด้วย เพราะรถเข็นโบราณนี้เป็นอีกหนึ่งธุรกิจของครอบครัวที่ต่อยอดมาจากธุรกิจผลิตอัลบั้มรูปไปจนถึงอุปกรณ์สำนักงานที่ส่งออกไปขายทั่วโลกด้วยความโชคดีที่ครอบครัวมีโรงงานและช่างอยู่ในมือจำนวนมาก จึงทำให้การทำธุรกิจใหม่ได้อย่างคล่องตัว  

     สำหรับจุดเด่นของรถเข็นแบรนด์ “รีลักส์” คือ รูปแบบการดีไซน์ที่สวยไม่เหมือนใคร เน้นการใช้งานได้จริงโดยทุกส่วนของรถต้องมีประโยชน์ในการใช้สอย ไม่ว่าจะเป็นตัวถัง หรือหลังคารถก็ตาม และด้วยวัสดุที่ใช้ทำตัวรถเป็นเหล็ก จึงมีความคงทนสูงมีอายุการใช้งานได้นานถึง 5-10 ปี นอกจากนี้ธุรกิจรีลักส์ยังให้ความสำคัญเรื่องการให้บริการหลังการขาย ถ้าหากลูกค้าต้องการเปลี่ยนธุรกิจ เช่น จากเดิมขายกิฟต์ช็อป ต้องการเปลี่ยนมาขายอย่างอื่น ก็สามารถนำรถมาให้ทางบริษัทดัดแปลง เพื่อให้เข้ากับธุรกิจใหม่ได้ โดยไม่ต้องลงทุนซื้อรถใหม่ เพียงแต่เสียค่าใช้จ่ายในการดัดแปลงเพิ่มขึ้นเท่านั้น    

     ปัจจุบัน รีลักส์ มีคีออสรถโบราณไว้ให้ลูกค้าได้เลือกมากกว่า 30 แบบด้วยกัน โดยการดีไซน์ในแต่ละโมเดลนั้น เป็นการระดมความคิดกันในครอบครัว ไม่ได้จ้างนักออกแบบ เพราะความจริงแล้วมีพี่น้องที่จบด้านดีไซน์มา จึงช่วยกันคิดทำตั้งแต่กระบวนการออกแบบ ผลิต และการตลาด โดยรุ่นที่ขายดีที่สุดมีประมาณ10 แบบ คือ รถม้า รถลอนดอนบัส รถตุ๊กตุ๊ก รถคลาสิก รุ่นนโปเลียน รุ่นเจแวน และกลุ่มรถไฟโบราณ โดยทั้งหมดจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มตามขนาดในการทำธุรกิจ คือ เล็ก กลางใหญ่ ราคาอยู่ประมาณ 100,000-800,000 บาท 

     สำหรับที่ผ่านมาได้รับการตอบรับค่อนข้างดี มืลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยในประเทศส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มผู้ประกอบการ หรือผู้ที่ต้องการจะมีรายได้เสริม  มีทั้งนำไปทำเป็นร้านเครื่องสำอาง ร้านกิฟต์ช็อป ร้านนาฬิกา ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และอื่นๆ อีกมากมาย โดยส่วนใหญ่มักจะอยู่ตามแหล่งท่องเที่ยว นอกจากนี้ลูกค้ายังนำไปตกแต่งเวลามีงานอีเวนต์  ออกบูธ  งานพีอาร์ ในส่วนของลูกค้าต่างประเทศ ส่วนใหญ่จะอยู่ในแถบอเมริกา มาเลเซีย ญี่ปุ่น เยอรมนี กานาและ ฝรั่งเศสฯ   

     คุณเอกชัยให้ข้อคิดที่น่าสนใจว่า “การทำธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง ควรให้ความใส่ใจในรายละเอียดของสินค้าให้มากที่สุด มีความซื่อสัตย์กับลูกค้า งานที่ยากเป็นงานที่สร้างชื่อให้เรา งานที่ง่ายเป็นงานที่ไม่ยั่งยืน เพราะการทำงานง่ายคนอื่นก็ทำตามเราได้ เราทำงานที่ยากแต่รักษาคุณภาพไว้ แล้วพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ จนทำให้คู่แข่งตามเราไม่ทัน จะทำให้ธุรกิจโตไปเอง” 

เครดิตจากเว็บไซต์ : kasikornbank.com